วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

ภัยด้านอะไรที่เป็นปัญหาของชาวนาไทย!!



ชาวนาไทยมีภัยรอบด้าน
 ชาวนาหรือคนปลูกข้าวคือคนเดียวกัน จึงขอกล่าวว่าชาวนามีภัย คือปัญหาที่ขัดข้อง  ภัย คือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ภัยคือสิ่งก่อความยุ่งยาก ความลำบากให้ชาวนาไทย  ได้มีนักคิดหลายท่านกล่าวให้แง่คิดว่า “ทุก  ๆปัญหาย่อมมีทางออก แต่สำหรับชาวนาไทยแล้วทุก ๆ ทางออกมีแต่ปัญหา  การทำนาปลูกข้าวต้องใช้อาศัยแรงกายมาก  ชาวนา ต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้โคลนตม ทุกข์ระทม ตรอมตรม ขื่นขมมานานนับ  ชาวนาไทยจึงมีภัยรอบด้าน ผลผลิตออกดีก็มีภัยเกี่ยวกับราคา ผลผลิตดีโดนนายทุนกดราคา  ภัยธรรมชาติทั้งภัยแล้งข้าวก็ตาย  ภัยน้ำท่วมต้นข้าวก็ตาย  รัฐบาลไม่เคยสนใจแก้ไขปัญหาของชาวนาอย่างจริงจังอย่างเป็นระบบและครบวงจรไม่ว่ายุคใดสมัย  จนปัจจุบันคนเหล่านั้นได้ทิ้งไร่ทิ้งนาเข้าสู่ตลาดแรงงานในเมืองใหญ่ ๆ แบบขอตายเอาดาบหน้า  ส่วนหนึ่งก็หนี้เพราะล้มละลายทำนามาจนสิ้นเนื้อประดาตัว ทำนามาจนหมดสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่นา เพราะกลุ่มบุคคลทุกเหล่านี้มีอาชีพที่โดนเขาเอาเปรียบจนไม่สามารถดำรงอาชีพอยู่ต่อไปได้  เมื่อเผชิญภัยนานัปการ  จำเป็นชาวนาก็ต้องย้ายถิ่นเข้าสู่สังคมเมืองใหญ่ และได้กลายสภาพเป็นคนรับจ้างขายแรงงานในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ๆ ทั้งหลายตามที่เห็นกันดาษดื่นทุกวันนี้
 ๑. ภัยด้านค่านิยม (Value)หากใครมีอาชีพเป็นชาวนา  ก็มักจะได้รับการดูถูกว่าเป็นคนป่าเถื่อน  เป็นคนบ้านนอก คือนอกชายขอบอีกที่หนึ่ง  ในบรรดาของคนด้อยโอกาสทางสังคมทั้งหลาย เขาจัดเป็นพวกคนชายขอบ แต่สำหรับชาวนาจัดเป็นประเภทคนด้อยโอกาสพิเศษ “เป็นคนนอกชายขอบ”อีกทีหนึ่ง  “เป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่มีพื้นที่ทางสังคม ไม่มีค่านิยมรองรับ”โดยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะไปติดต่อราชการงานเมืองที่ไหน ๆ ก็ตาม จะถูกกีดกันไว้ให้เป็นคนประเภทที่สาม คือ คนที่เข้าไม่ถึงซึ่งสิทธิ์ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีสิทธิ์  ที่เข้าไม่ถึงสิทธิ์ หรือเป็นผู้มีสิทธิ์ที่ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ใช้สิทธิ์นั้น
 ใครต่อราสินค้าของชาวนาซื้อในราคาที่ถูกสุด ราคาน้อยสุดได้กลายเป็นคนดี  กลายเป็นเก่งในสายตาของสังคม  แต่ในขณะเดียวกันไป Big C, ไป Tesco  Lotus, ไป คลินิก  ใครต่อราคากลายเป็นเรื่องที่น่าอับอาย  ใครต่อราคาต้องโดนประณามหยามเหยียด นี้คือค่านิยมที่ไม่น่านิยม  หรือค่านิยมแห่งความอยุติธรรม
 เห็นยายคนหนึ่งถือตะกร้าหมากขึ้นรถเมล์  กินหมากบนรถเมล์ คนมันมองเหมือนสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่โคตรมันไม่เคยเห็นมาก่อน  แต่พอเห็นฝรั่งไม่ใส่เสื้อ ตัวแดงเถือกเหมือควายเผือกกลางทุ่งนา  ถือสิ่งของรุงรังขึ้นรถเมล์ดูคล้ายเปรตตัวหนึ่ง  แต่สังคมกลับมองเป็นเรื่องสวยหรู  ชื่นชม  ฝรั่งทำอะไรก็ดูดีไปหมด นี้คือค่านิยมแห่งความเป็นทาสฝรั่ง คือความเป็นทาสพวกตะวันตก  ค่านิยมแห่งความอยุติธรรม 
 ๒.  ภัยด้านโอกาส (Opportunity)แม้ในรัฐธรรมนูญจะตราไว้ว่าทุกคนมีสิทธิ์โดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีสิทธิ์ส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยได้อย่างเท่าเทียมกัน  มีสิทธิส่งลูกเรียนแพทย์เรียนหมอได้  มีสิทธิส่งลูกเรียนระดับปริญญาโท ปริญญาเอกได้  หากคำนวณดูแล้วทำนา  ๒  ปีแล้วขายข้าวยังไม่พอค่าธรรมเนียม  ๑  ภาคเรียนเลย  ยังไม่ต้องพูดถึงค่าหน่วยกิต ทุกคนมีสิทธิตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้  มีสิทธิตั้งบริษัทได้  แม้จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญก็จริง แต่ไม่มีโอกาสที่จะเป็นจริงได้  ซึ่งจะเห็นได้ว่าชาวนาไทยนอกจากจะมีภัยรอบด้านแล้ว  ยังเป็นกลุ่มบุคคลที่มีภัยด้านโอกาส คือ “เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงซึ่งโอกาส” หมายถึงไม่มีโอกาสจะเป็นไปได้   เหมือนบอกว่าทุกคนมีสิทธิ์เดินทางผ่านป่าไม้นั้นได้  แต่ว่าป่าไม้นั้นเต็มเสือดุร้าย ด้วยงูพิษ เต็มไปด้วยสัตว์ป่าที่ดุร้ายนานาชนิด ด้วยเส้นทางอันแสนยาวไกล  โอกาสเดินก็แสนจะลำบากแล้ว  โอกาสที่รอดก็แทบจะไม่มี  จึงไม่โอกาสที่จะใช้โอกาสนั้น  จึงเป็นการเขียนไว้ที่ไร้ซึ่งความเป็นจริง
 ๓. กระแสโลกาภิวัตน์(Globalization) หรือกระแสแห่งฟ้ามิอาจกั้น(ฟ้าบ่กั้น)  ภายใต้วาทกรรม(Discourse)ของคำที่ว่า การพัฒนา(Development)นั้น กลายเป็นกระแสที่พัดพาเอาความอยุติธรรมมาสู่วิถีชีวิตของชาวนาไทยโดยมิอาจคัดค้านและทัดทานไว้ได้  มาโหมกระหน่ำซ้ำเติมวิถีชีวิตชาวนาไทยให้ต่ำต้อยด้อยค่าลงมากขึ้น จาก“กระแสโลกาภิวัตน์ กลายเป็นกระแสแห่งโลกาวิบัติ”ซ้ำเติมพวกชาวนาให้มีชะตากรรมตกต่ำมากยิ่งขึ้น ในน้ำก็ไร้ซึ่งปลา ในที่นาเต็มไปด้วยหนี้สิน   จึงไม่เห็นด้วยกับกระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน และไม่มีความวางใจในกระแสโลกาภิวัตน์แม้ในอนาคต ตามเหตุผลดังกล่าวแล้ว เพราะความเป็นจริงกระแสโลกาภิวัตน์ไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวนาเท่า  หากแต่ได้มีผลกระทบคนไทยทั้งชาติ  กระแสโลกาภิวัตน์ได้ทำลายความหลากหลายทางสังคมโลก  ทำลายความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นวัฒนธรรมหนึ่งเดียว  ทำให้คนคิดอย่างเดียวกัน ทำให้คนแต่งกายแบบเดียวกัน มีวิถีชีวิตอย่างเดียวกัน ซึ่งผิดธรรมชาติโดยสิ้นเชิง เพราะธรรมชาติคือความหลากหลาย  หรืออาจกล่าวได้ว่า กระแสโลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดกระแสการล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรม เกิดการยึดครองทางวัฒนธรรม โดยวัฒนธรรมของชาติมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในการควบคุมข่าวสารข้อมูล  ควบคุมการผลิตสื่อก็ไม่น่าจะผิด
  แต่อย่างก็ตาม  หากสังคมไทยยังต้องการให้ชาวนาไทยดำรงชีวิตอยู่แบบดั้งเดิม  ที่มีวิถีชีวิตอยู่แบบเรียบง่าย  ไม่มีหนี้สิน  อยู่กินแบบพอเพียง  อยู่กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแบบเป็นมิตร  ชาวนาเขาคิดเสมอว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม  รักสิ่งแวดล้อมก็คือรักษาวิถีชีวิตของชาวนาเอง
 กระแสความแปลกแยก  ความแปลกปลอมทั้งหลายมันมากับกระแสการพัฒนาหลัก  ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบรวมศูนย์อำนาจ  รวมศูนย์ทางคิด  แนวคิดการพัฒนาลงจากข้างสู่ชาวบ้าน  สู่ชุมชน และมีหลาย ๆเรื่องที่ชาวบ้านที่ชุมชนเขาไม่ต้องการ เพราะไม่มีจำเป็นกับวิถีชีวิตของเขา  “เป็นการพัฒนาแบบหยัดเหยียด  ข่มขืนกระทำชำเราท้องถิ่น เป็นการพัฒนาแบบขืนใจที่ไม่อาจขัดขืนหรือปฏิเสธได้” การพัฒนาที่ผ่านมาจึงได้ทำลายวิถีชีวิตของชุมชนโดยเฉพาะชุมชนชาวนาตลอดมา ยิ่งได้รับอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ด้วยแล้วยิ่งทำให้การทำลายล้างมีอานุภาพมาก  ทำลายได้มากขึ้น “เหมือนยักษ์ติดขีปนาวุธ”  กระแสของโลกาภิวัตน์จึงกลายเป็นตัวเร่งมันจะทำลายมนุษย์  มันจะกินมนุษย์และสรรพสัตว์ได้มากขึ้น  ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นผลกระทบในทางลบมากกว่าทางบวก

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

ความจริงของชีวิตชาวนาไทยที่ต้องเป็นหนี้

 “กระดูกสันหลังของชาติ”
        วลีข้างต้นใช้กับชาวนาไทย ที่ชีวิตของพวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการประกอบอาชีพของตนเอง ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ราคาข้าวตกต่ำ พ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา รวมถึง ธรรมชาติที่แปรปรวน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชาวนาไทยมานักต่อนัก
        ณ บ้านเพราม ต.ใหม่ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ต้องวนเวียนอยู่กับธรรมชาติที่ปรวนแปร ทั้งภัยแล้งและอุทกภัย
        สภาพใบหน้าที่อิดโรยของลุงมา สำเนากลาง บ่งบอกถึงความทุกข์ ซึ่งแววตาแสดงถึงความสิ้นหวัง ลุงมาได้เอ่ยกับผมว่า...........
        “ฉันทำนามา 50 ไร่ กู้เงินสหกรณ์มา 50,000 บาท เป็นค่าใช้จ่าย เมื่อวันก่อนเห็นข้าวออกรวงเป็นสีทอง ไอ้ฉันก็ดีใจที่ปีนี้จะได้ปลดหนี้ซะที ดูๆ ไปแล้วข้าวคงจะได้เยอะกว่าทุกปี”
        เช้าวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ฝันของลุงมาสลายไปกับสายน้ำ ซึ่งไหลบ่าท่วมท้นเหนือรวงข้าวในท้องนาของเขา ลุงมาได้แต่นั่งกอดเข่ามองน้ำที่เต็มท้องทุ่ง พร้อมกับเอ่ยอย่างปลงตกว่า........
        “เห็นอย่างนี้ ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงถึงจะเกี่ยวข้าวได้ แค่ได้ไว้กินก็บุญหลายแล้ว และทีนี้ ฉันจะหาเงินจากที่ไหนมาใช้หนี้เขาล่ะเนี่ย??”
        ป้าลอย ตีกลาง น้าเฉลียว สามกำปัง และพี่เสาวนีย์ เกตกลาง เป็นอีกสามคนที่รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่นาในครั้งนี้ ทั้งสามได้ถ่ายทอดถึงความทุกข์ใจให้ผมฟังว่า.......
        “เมือสองวันก่อน ทางอำเภอได้มาบอกให้คนในหมู่บ้านลงภัยน้ำท่วม (ลงชื่อกับ ธ.ก.ส.เพื่อรับค่าเสียหายจากน้ำท่วม) แต่ไม่มีใครไปลง และไม่มีใครคิดว่าอยู่ๆ น้ำก็ท่วมที่นา ตอนนั้นฉันเห็นอยู่ว่าข้าวจะเกี่ยวได้อยู่แล้ว ไม่เคยมีน้ำท่วมตอนจะเกี่ยวข้าวมาก่อนเลยด้วย”
        “ไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไร ทำนาอยู่ทุกปีก็ไม่เคยหมดหนี้ หนำซ้ำตอนนี้น้ำยังท่วมข้าวอีก และไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้าวที่จมน้ำไว้พอกินหรือเปล่า??” ป้าลอยเสริม
        ภาพเบื้องหน้า ป้าลอยถือกะละมังลงไปในนาข้าวที่มีระดับน้ำเลยช่วงเอว พร้อมกับก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าว สักพักเมื่อข้าวเต็มกะละมัง ป้าลอยนำมาวางไว้ริมคันนา ด้วยร่างกายอันสั่นเทา เหตุเพราะช่วงนี้ อากาศหนาวเริ่มมาเยือน
        ขณะที่ป้าฑูรย์ - ศิริพร อาชญาทา กลับจากไปดูที่นาของตนเองด้วยใบหน้าหมองเศร้า ป้าฑูรย์นั่งลงบนพื้นอย่างเหนื่อยล้า พร้อมกับเอ่ยว่า......
        “ถึงป้าจะทำนาไม่มาก เพราะตอนนี้ก็เป็นเบาหวาน แต่ป้าก็ตั้งใจเต็มที่ ตอนหว่านกล้า ป้าก็จะมานั่งถอนหญ้าทุกวัน ช่วงน้ำแล้งก็เสียค่าสูบน้ำเลี้ยงต้นข้าว พอป้าจะเกี่ยว น้ำก็ท่วมอีก อย่างปีที่แล้วน้ำก็ท่วมตอนที่ข้าวกำลังตั้งท้อง แล้วไม่ได้อะไรเลย ทีแรกก็ว่าจะไม่ทำ และเอาเงินที่ลงทุนทำนาไปซื้อข้าวกินดีกว่า พอเห็นฝนตกลงมา ป้าก็ให้รถไถไปไถตรงที่นา อาจจะมีความสุขบ้างที่ได้ทำงานที่เราชอบ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเครียด เพราะป้าตั้งใจมาก”
        เมื่อผมฟังถึงตรงนี้ จึงได้แต่ปลอบใจป้าฑูรย์ว่า.....
        “อย่าคิดอะไรมากเลยครับ เดี๋ยวน้ำตาลจะขึ้น (เป็นคำเรียกอาการของโรคเบาหวาน)
        เมื่อผมเห็นความยากลำบากของคนที่เป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” ในใจได้แต่คิดว่า เมื่อใหร่ อาชีพเกษตรกรรมอันเก่าแก่ ตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษของเรา จะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแก้ปัญหาอย่างถูกจุดตรงต้นเหตุอย่างเป็นระบบ โดยมิใช่ที่ปลายแบบขอไปทีอย่างเช่นในปัจจุบัน
        สำหรับสาเหตุน้ำท่วมนา น้าเฉลียวและพี่เสาวนีย์ได้บอกตรงกันว่า.........
        “น้ำเขาปล่อยออกมาจากทางอำเภอด่านขุนทดและโนนไทย ที่นาแถวนี้จึงเป็นที่รับน้ำ ข้าวก็เลยจมอย่างที่เห็น หรือนาของชาวบ้านใกล้ๆกับฝายลำเชียงไกร ที่รับน้ำมาจากเขื่อนลำตะคอง ฉันสังเกตว่า สามปีมานี้ น้ำจะท่วมเฉพาะแถวๆนี้ ฉันลงทุนทั้งแรงกาย และแรงเงินในที่นา แต่ต้องพบกับความผิดหวังซ้ำๆซากๆ”
        น้าเฉลียวยังเสริมอีกว่า.........
        “ฉันทำนา 11 ไร่ ตอนแรกลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ ค่าไถนา เมื่อฝนแล้งก็ต้องลงทุนสูบน้ำเข้านาและซื้อปุ๋ยใส่เพิ่มเติม พอเห็นข้าวออกรวง ฉันรู้สึกดีใจมาก เดินมาดูทุกวัน คิดในใจว่าอีกวันสองวันถึงลงมือเกี่ยวข้าว มาดูตอนเช้าอีกที เห็นน้ำปริ่มข้าวซะแล้ว ฉันจึงต้องรีบเก็บเกี่ยวก่อนที่ข้าวจะเน่าหมด”
        หากข้าวจมน้ำราวๆ 4 วัน จะเน่าเสีย ถึงแม้จะเก็บเกี่ยวแล้วนำไปจำหน่าย ก็จะขายได้ราคาไม่มากนัก เป็นเพราะข้าวอับชื้นนั่นเอง
        ส่วนบางคนเห็นข้าวอยู่ในจานมักจะไม่รู้คุณค่า รวมทั้งกรรมวิธีการผลิต ซึ่งกว่าจะได้มาเป็นข้าวสวยอยู่ในจานเช่นนี้ ต้องผ่านความยากลำบากเพียงใด ขณะที่บางคนประกอบอาชีพทำนาแท้ๆ กลับต้องซื้อข้าวมารับประทาน แทนที่จะนำข้าวที่ตนเองปลูกมาหุงหาทานกันเอง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถควบคุมธรรมชาติให้เป็นดั่งใจต้องการ หากกำหนดได้ พวกเขาคงจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ คงไม่ต้องให้บรรดาลูกหลานออกไปทำงานต่างถิ่น และได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวเหมือนกับครั้งอดีต
        จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ชาวนาไทยถึงลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งๆที่พวกเขามิได้เกียจคร้าน ถึงแม้ฝนจะตก แดดจะออก พวกเขายังเดินก้มหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทำนากันต่อไป ในโคราชส่วนใหญ่ทำนากันปีละครั้งเท่านั้น หากฝนไม่ตกตามฤดูกาลราวๆ สองหรือสามสัปดาห์ น้ำในนาจะแห้งขอด อีกทั้งแหล่งกักเก็บน้ำมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการ
        ทางส่วนราชการเคยแนะนำให้ปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน แต่ทว่า......... ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าควรปลูกพืชชนิดใดทดแทน อีกทั้งยังเกรงว่า เมื่อพวกเขาลงทุนไปแล้ว กลับมีหนี้สินพอกพูนขึ้นมาอีกคำรบ
        คุณวิชัย ซุ่นกลาง ผู้ใหญ่บ้านเพราม เป็นอีกผู้หนึ่ง ซึ่งมีที่นาประสบปัญหาอุทกภัยเช่นเดียวกัน เขาได้บอกกับผมว่า.......
        “ทางส่วนราชการทำภัยน้ำท่วมไร่ละ 600 กว่าบาท แต่ตอนที่มาทำ น้ำยังท่วมไม่มาก หลังจากนั้นน้ำท่วมที่นาของชาวบ้านกันถ้วนหน้า และพบกับความเดือดร้อนทุกครัวเรือน ฉันอยากฝากให้ทางส่วนราชการนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาแจก และปุ๋ยราคาถูกมาขาย เพื่อให้พวกชาวบ้านได้ทำนาในปีต่อไป”
        “ทำนาลำบากและขาดทุนอยู่ทุกปี ยังคิดจะทำอีกหรือครับ” ผมเอ่ยถามถึงสิ่งที่ยังค้างคาใจ
        “ปู่ ย่า ตา ยายของฉันทำนา ฉันก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำ แล้วจะให้ไปทำอะไรล่ะ?? ถึงรู้ว่าลำบาก และเสี่ยงกับการขาดทุน ยังไงก็ต้องทำ ถ้าถึงเวลาที่เขาทำนา คนอื่นเขาทำกันหมด แล้วเราจะอยู่เฉยๆ ได้ยังไง” ผู้ใหญ่วิชัยเอ่ยอย่างหนักแน่น
        นี่คือภาพชีวิตของชาวนาอีสาน ที่รัฐบาลหลายชุดไม่สามารถบรรเทาปัญหานี้ให้เบาบางลงได้
        เมื่อผมมองไปที่ท้องนา ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ ความรู้สึกเสียดายเกิดขึ้นภายในใจ ซึ่งระยะเวลาราวๆ 3 - 4 สัปดาห์หลังจากนี้ น้ำที่ท่วมอยู่ก็จะแห้งขอดไป โดยไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใดขึ้นมา ทั้งๆที่ น้ำจำนวนนี้สามารถนำไปใช้ในการเพาะปลูกพืชชนิดอื่น แต่ก็สะดุดปัญหาตรงไม่มีที่กักเก็บไว้ใช้ในยามฝนทิ้งช่วง ถึงเวลานั้นชาวบ้านต้องมาแย่งสูบน้ำเช่นเดิม หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแก้ไขปัญหาส่วนนี้ คงเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดทีเดียว
        ดีกว่านำเงินมาแจกจ่ายให้ชาวนา แบบไม่คุ้มค่ากับความเสียหายในทุกๆปี

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วิถีชนบท "ชาวนาไทยนั้นมีความยากจนจริงหรือไม่"



วิถีชีวิตชนบทชาวนาไทย ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘- ๒๕๒๓ [อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก]
ต้นปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ การเกษตรกรรมยังคงเป็นแบบดั้งเดิมอย่างแท้จริง ยังไม่มีเครื่องจักรกลผ่อนแรงหรือเครื่องมืออำนวยความสะดวกใดๆในภาค เกษตรกรรม เว้นก็แต่ รถไถนาขนาดใหญ่ที่จะพบเห็นบ้างในห้วงปลายๆ ของช่วงนี้ ซึ่งนับได้ว่าในห้วงปลายนี้ เป็นห้วงของการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิมไปสู่สังคมเกษตรกรรมยุค ใหม่ ที่อาศัยเครื่องจักรกลทุ่นแรงมาแทนที่ และได้เข้าสู่ยุคเกษตรกรรมในเชิงพาณิชย์ที่เป็น Mass Productivity
เดือนหกตามปฏิทินไทย [จันทรคติ] ฝนแรก ตกลงมาส่วนใหญ่ก็คล้อยสงกรานต์ไปแล้วสัก 2 สัปดาห์หรือมากกว่าเล็กน้อย น้ำฝนนองขังอยู่ตามท้องทุ่งพอให้ปลาพล่านออกจากหนองแลบึงสวนทางน้ำไหลขึ้นมา โดยเฉพาะปลาหมอไทยนั้นเก่งที่สุด น้ำมีที่ไหน ปลาหมอไปถึงก่อนปลาอื่นๆ และก็เป็นโอกาสของชาวนาที่จุดคบไฟหรือตะเกียงโคม [น้ำมันก๊าด] ถือฉมวก บ้างก็แห บ้างก็ใช้สุมออกหากบและอึ่งอ่างที่ร้องระงมตั้งแต่ตอนหัวค่ำ เดินเลาะเลียบตามหนองคลองบึงไปเรื่อยๆ กบและอึ่งอ่างนั้นสังเกตได้ง่าย เพราะตาต้องกับแสงไฟ เมื่อเดินไปได้ระยะก็ครอบหรือแทงเอา พอใกล้ค่อนรุ่งปลาใหญ่น้อยทั้งหลายก็จะพล่านสวนน้ำขึ้นมา สังเกตได้จากหญ้าที่ไหวหรือเห็นตัวเลยก็มี กว่าจะกลับบ้านก็เช้า บางคนก็เดินไล่เก็บหอยขมหอยโข่งตามทางเดินจนถึงบ้าน
[ฝนแรก หมายถึง ฝนห่าใหญ่ครั้งแรกของปี]
เมื่อคะเนว่าดินท้องนาอ่อนตัว ชาวนาจะเริ่มทำการไถดะ [ไถนาเพื่อตากดิน] โดยใช้ความเป็นหลัก จะมีก็น้อยรายที่ใช้วัวไถนา วิถีชีวิตเริ่มประมาณ ตีสี่ตีห้าของวัน จะได้ยินเสียงกระดึงคอความดังสลับกับเสียงไล่ควายไปตามทางลงทุ่งเป็นระยะๆ การไถนาจะเริ่มทันทีที่รุ่งสาง โดยพ่อบ้านและลูกชาย ส่วนแม่บ้านหรือลูกสาวจะต้องตื่นกันแต่เช้าเช่นกัน เตรียมทำกับข้าวไปส่งที่ทุ่งนา ส่วนใหญ่กับข้าวจะเป็นปลาที่ได้เตรียมเสบียงไว้แต่หน้าแล้งที่ผ่านมา ส่วนผักจะเป็นหน่อไม้ดองที่ได้ขึ้นไปเก็บบนเขามาดองเก็บไว้หลายๆไห หรือถ้าโชคดีหน่อย ก็เป็น ปลา กบ เขียดที่หาได้จากฝนแรกครั้งนี้
กินข้าวพักผ่อนสักครึ่งชั่วโมง จึงไถนาต่อจนถึงเพล ตอนไถนานี้จะมีสมาชิกมาเดินตามไปเป็นเพื่อ เช่น นกเอี้ยง นกกิ้งโครง มันเดินตามไล่จิกกินแมลงที่กระโดด รวมทั้งไส้เดือนที่ติดมากับหน้าดินที่ถูกพลิกขึ้นมา ชาวนาจะหยุดทานข้าวกลางวันอีกทีก็หลังเพล สมัยก่อนจึงไม่ได้ทานข้าวตอนเที่ยงเหมือนสมัยนี้
กินข้าวพักผ่อนสักครึ่งชั่วโมง จึงไถนาต่อจนถึงเพล จึงจะมาทานข้าวกลางวัน สมัยก่อนจึงไม่ได้ทานข้าวตอนเที่ยงเหมือนสมัยนี้ บางที่เรียกว่ากินข้าเพลเหมือนพระไปเลย โดยอาศัยเสียงกลองเพลจากวัดหรือจากดวงตะวันแทน ในระหว่างที่พ่อบ้านไถนา ใช่ว่าแม่บ้านจะอยู่เฉยๆ แม่บ้านจะต้องจับจอบขุดมุมนาทั้งสี่ด้านที่ควายไถไปไม่ถึง ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นแม่ลูกอ่อน ตอนเช้าก็เดินหาบคอนมาทุ่ง ด้านหน้ามีตะกร้าใส่ลูกน้อย ด้านหลังเป็นเสบียงอาหาร เมื่อถึงนาก็ผูกเปล ใต้ต้นไม้หรือห้างนา [เถียงนา] ที่ได้มาปรับปรุงไว้ก่อนหน้านี้ เรื่องมดไต่ ไรตอมก็ไม่ได้ยุ่งยากมากนัก ลูกชาวนากับมดแมงนั้นคุ้นเคยกันดีอยู่
[เปลผ้าถุง หมายถึง เปลที่ใช้ผ้าถุงของแม่ สอดเชือกในผ้าถุงไปกลับ ปล่อยปลายเชือกทั้งสองด้านไว้ ตัวลูกก็อยู่ระหว่างเชือกสองเส้น ให้ไม้ถ่างหัวท้ายกว้างพอประมาณ]
ผู้ชายนุ่งกางเกงขาก๊วยย้อมสีคราม ตอนเช้ายังไม่ใส่เสื้อ สายๆหน่อยถึงจะใส่เสื้อผ้าดิบย้อมสีคราม ส่วนผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุงและเสื้อผ่าดิบย้อมครามเช่นกัน
หลังจากกินข้าวกลางวันแล้ว ก็จะพักผ่อนนานหน่อย พวกผู้ชายมักจะเดินด่อมๆไปตามที่มีน้ำขัง เก็บหอยโข่ง หอยขมห่อใส่ผ้าขาวม้าไปต้มใส่หน่อไม้ดองเป็นอาหารเย็น
พอบ่ายแก่ๆ ก็จะพักให้ควายกินหญ้าจนใกล้ค่ำ แม่บ้านที่มีลูกหรือมีลูกอ่อนก็จะต้องรีบกลับบ้าน เพื่อเตรียมหุงหาอาหารไว้กินมื้อเย็น แต่ก็ใช่ว่าจะเดินดุ่ยๆกลับบ้านเสียเลยก็ไม่ใช่ จะเดินแวะเก็บผักเรื่อยๆไปจนถึงบ้าน แต่ถ้าเป็นแม่บ้านที่ยังไม่มีลูกก็มักจะกลับพร้อมพ่อบ้าน
ถึงเวลากลับบ้าน พ่อบ้านมักจะทิ้งคันไถและอุปกรณ์ไว้ในนา บางคนก็จมดินไว้ ทั้งๆที่ก็ไม่มีใครมาเอาไป เป็นกิจวัตรของพ่อบ้านที่ต้องต้อนควายกลับบ้าน ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของความ เมื่ออิ่มหนำหรือใกล้ค่ำ ก็จะเดินเล็มหญ้าบ่ายหน้ามาทางบ้านเสมอ พ่อบ้านส่วนใหญ่ก็จะเล็งหาแหล่งน้ำที่ลึกพอจะอาบน้ำก่อนเข้าบ้านไปในคราว เดียวกัน น้ำฝนใหม่นั้นใสจนอดใจไม่ได้ พลบค่ำก็ถึงบ้าน เสียงกระดึงคอความสลับกับเสียงไล่ควายแว่วให้ได้ยินเป็นระยะ บ้านไหนที่แม่บ้านเพิ่งกลับถึงบ้านพร้อมกับพ่อบ้านก็ต้องรีบหุงข้าวทำกับ เสียงครกดัง กกๆๆ ไม่เกินสองทุ่ม ทั้งหมู่บ้านก็เงียบสงบ จะได้ยินบ้างก็แต่เสียงกระดึงคอควายที่ทันสะบัดไล่ยุงไล่แมลง ในคอกควายจะต้องทำพื้นที่เป็นสองส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่แห้ง อีกส่วนเป็นปลักไว้ให้ควายนอนโคลน เพื่อไม่ให้ยุงหรือแมลงกัดถึง
วิถีชีวิตของแม่ลูกอ่อน หลังจากออกไฟแล้วก็ต้องทำงานตามปกติ แม้กระทั่งระหว่างตั้งครรภ์ก็เหมือนกัน ไม่ได้ปวกเปียกเหมือนเช่นคนปัจจุบัน

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความเชื่อของคนชนบทนี้ เราสามารถนำเอามาใช้ในชีวิตประจำได้หรือไม่เพราะอะไร


 
        “บ้านนี้ไม่มีคนเกิดวันอังคารและวันพุธ”
        ป้ายเหล่านี้มักจะผ่านสายตาผม เมื่อยามไปเยือนหมู่บ้านหลายแห่งในอำเภอโนนสูงและอำเภออื่นๆ ในโคราชบ้านเรา ตามแถบชนบทรอบนอก (เมือง) แทบทุกหลังคาเรือนจะมีป้ายพวกนี้ แขวนอยู่กับตุ๊กตาฟาง ซึ่งสวมเสื้อผ้าของเด็กและผู้ใหญ่หลากสีสัน ที่บริเวณหน้าประตูรั้วบ้านของพวกเขา
        ถึงแม้ว่าผมพอจะรู้ที่มาของการติดป้ายและตุ๊กตาฟางเหล่านี้มาบ้าง แต่ความสงสัยใคร่รู้ที่มิอาจหยุดนิ่งของผม ว่าที่มาจริงๆ ของความเชื่อเรื่องนี้มาจากแหล่งใดกัน
        “เห็นเขาว่ามาจากทางลาว ก็ลือต่อๆกันมาว่าผีแม่ม่ายจะมาเอาตัวคนเกิดวันอังคารและวันพุธ” เสียงจากชาวบ้านระดับรากหญ้าหนึ่งเสียง ยืนยันกับผม
        “ก็มีเฉพาะบ้านที่มีคนเกิดวันอังคารกับวันพุธ เขาจะเอามาติดไว้ ถ้าบ้านไหนไม่มีคนเกิดวันอังคารกับวันพุธ เขาก็จะไม่เอามาติดหรอก” รากหญ้าเสียงเดียวกันย้ำอย่างหนักแน่น
        หากหมุนเวลาย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน ก็มีความเชื่อในแบบเดียวกัน ซึ่งชาวบ้านพากันแตกตื่น และทำพิธีนำขนมจีนหรือข้าวต้มเชิญชวนชาวบ้านในหมู่บ้านไปกินตรงทางสามแพร่ง
        แต่ต่างกันตรงที่ผู้ทำพิธีดังกล่าว คือ คนที่เกิดปีมะ-(โรง,เส็ง,เมีย,แม,วอก อ้าว??? อันหลังไม่เกี่ยวนะครับ) เท่านั้นเอง
        มีหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ เคยตั้งข้อสงสัยว่า ปัจจุบันนี้ก็เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ หรือการสื่อสารไร้พรหมแดน เหตุใดถึงยังมีคนเชื่อเรื่องเช่นนี้อยู่?
        ผมกลับคิดว่า เรื่องเทคโนโลยี วิชาการ วิทยาการ การสื่อสารล้ำยุค หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์นำสมัย ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ลดทอนความเชื่อให้น้อยลง แต่กลับเกื้อหนุน ส่งเสริมการบอกเล่ากันปากต่อปาก ซึ่งมักจะเป็นการชี้นำ ให้ความเชื่อลักษณะนี้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น
        เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวิถีชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ โดยตรง แม้นความเชื่อเช่นนี้มาจากฝั่งลาว ซึ่งมีลักษณะ ความคิด ความเชื่อ วิถีชีวิต ค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรม ระดับการศึกษา และอะไรอีกหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน
        ชาวบ้านระดับรากหญ้า จึงเลือกที่จะรับข่าวสาร ที่ตรงกับความเชื่อภายในใจของตนเองแต่ดั้งเดิม มากกว่าข่าวสารด้านอื่น ซึ่งเผยแพร่ออกช่องทางเดียวกัน แต่มีลักษณะขัดแย้งกัน และเลือกรับสิ่งที่เกิดขึ้นจากความกลัวอันอยู่ก้นบึ้งแห่งจิตใจ จนกลายเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวรากหญ้าโดยตรง
        อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ อาจจะหลงลืมบางสิ่ง ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมาช้านาน กับหนทางการแก้ปัญหาทั้งปวง และสามารถขจัดความรู้สึกที่เรียกว่า “ความกลัว” อย่างได้ผลชะงัดที่สุด
        นั่นคือ....
        พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั่นเอง
        “สิ่งทั้งปวงเกิดจากเหตุ ถ้าไม่มีเหตุ สิ่งทั้งปวงก็เกิดมาไม่ได้”
        คำกล่าวของพระพุทธองค์ อันเป็นอมตะวาจา ที่มีมานานกว่าสองพันห้าร้อยปี ซึ่งเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเดินทางไปยังแคว้นโกศล ชาวกาละมะ (ชาวพื้นเมืองแห่งแคว้นโกศล) ได้แสดงข้อสงสัยถึงบรรดาคำสอนต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย พวกตนควรจะเชื่อถือคำสั่งสอนของผู้ใด พระพุทธองค์จึงทรงเทศนาในหลักกาลามสูตร คือ
        >> อย่ายึดถือโดยฟังตามกันมา
        >> อย่ายึดถือโดยการถือสืบๆกันมา
        >> อย่ายึดถือโดยการเล่าลือ
        >> อย่ายึดถือโดยการอ้างตำรา
        >> อย่ายึดถือโดยตรรกกะ
        >> อย่ายึดถือโดยการอนุมาน
        >> อย่ายึดถือโดยการคิดตรึกตรองตามแนวเหตุผล
        >> อย่ายึดถือเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน
        >> อย่ายึดถือเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อถือ  และ…
        >> อย่ายึดถือเพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา
        ดังคำสอนตามหลักกาลามสูตร พระพุทธองค์ทรงเน้นให้เรารู้จักใช้เหตุผลจากการปฏิบัติมากกว่าที่จะใช้ความ รู้สึก (ที่มักเข้าข้างตัวเอง) เป็นที่ตั้ง
        แต่น่าแปลก คำสอนของพระองค์กลับไม่ได้รับการส่งเสริมให้ประชาชนยึดถือปฏิบัติกันมากนัก จนประชาชนไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร เป็นอีกเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานานัปการภายในประเทศของเรา
        ความเชื่อเรื่องผีแม่ม่าย ที่มาคร่าชีวิตคน (เกิดวันนั้น, วันนี้, ปีนั้น, ปีนี้) ก็ยังคงดำเนินทำตามหน้าที่ของมันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
        ตราบเท่าที่ชาวรากหญ้า ยังมิอาจเข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์ หรือ...

        รู้แล้ว แต่ไม่นำไปยึดถือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิถีชีวิตชาวนาไทยจากอดีตสู่อนาคตนั้น "ท่านคิดว่ามันจะไปในทางที่เจริญขึ้นหรือแย่ลง"



                                       

                                

ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าวที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ทำไมเราต้องซื้อข้าวในราคาที่แพงขึ้น  อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ข้าวมีราคาแพง  ปัญหาที่พบอยู่ทุกวันนี้คือความแตกต่างระหว่างราคาข้าวเปลือกกับข้าวสาร  จนรัฐบาลต้องแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำโดยจัดทำโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเพื่อพยุงราคา  แล้วใครคือผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้  ทำไมชาวนาจึงยากจนและมีหนี้สินมากมาย
ในอดีตเมื่อ  30 ปีที่แล้ว  คำขวัญที่ว่า  ในน้ำมีปลาในนามีข้าวเป็นจริงแน่นอน เพราะในชนบทเกือบทุกครัวเรือนจะทำนามียุ้งข้าวและอุปกรณ์การทำนาที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน  เลี้ยงควายไว้ใช้ไถนาและบางครั้งก็ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนาได้ด้วย  และมีการทำนาดำเป็นส่วนใหญ่ และครอบครัวชาวนาจะอยู่กันอย่างพี่น้อง เกิดการเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนบ้านกัน มีความสมัคคีกันในชุมชนเ ชื่อผู้นำ  มีการใช้ปุ๋ยคอกที่เป็นผลพลอยได้จากสัตวที่เลี้ยง  ทำให้เกิดห่วงโซ่อาหารการใช้ปุ๋ยคอกจะทำให้เกิดความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์ ข้าวกล้าในนาเจริญเติบโตดีโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ใครมีที่นามากก็จะจ้างแรงงานมาช่วยซึ่งมีอยู่มาก หรือมีการลงแขกทำนาเอาแรงกัน  ดังนั้นต้นทุนการทำนาส่วนใหญ่ในสมัยนี้จึงเป็นต้นทุนด้านค่าแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ต้นทุนค่าปุ๋ย สารเคมีไม่ต้องจ่าย จึงไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้ในการทำนา
                        ปัจจุบันในชนบทพบว่า ควายซึ่งเป็นสัตว์คู่ทุกข์คู่ยากนั้นหายไปจากท้องทุ่ง หลายครอบครัวเลิกเลี้ยงควายกันแล้ว และพบว่า หลายครอบครัวจะเลี้ยงวัวแทนด้วยความเชื่อที่ว่าวัวมีราคาแพงและขายง่ายอีกทั้งคนในชนบทนิยมบริโภคเนื้อวัวมากกว่าเนื้อควาย ใต้ถุนบ้านจะพบว่ามีรถไถเดินตามเข้ามาแทนที่ควาย ด้วยความเชื่อที่ว่า ทำงานได้เร็วไม่มีเหนื่อยไม่ต้องมาเลี้ยงและดูแลให้เสียเวลา อย่าลืมว่าเมื่อมีรถไถก็ต้องมีรายจ่ายเพิ่มจากการที่ต้องซื้อน้ำมันมาใส่รถไถเพื่อให้มันทำงาน ผลพลอยได้จากรถไถคือมลพิษ ไม่มีปุ๋ยคอกใส่ในนาต้องซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่ในนาแทนที่ปุ๋ยคอก เมื่อใสปุ๋ยเคมีต้องใส่ในปริมาณที่มากข้าวจะได้งามเมื่อใส่ไปมากๆเข้าจะทำให้โครงสร้างของดินนั้นเสียไป ระบบนิเวศน์ถูกทำลายเพราะจุลิยทรีย์ในดินและน้ำไม่มี สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่อยู่ไม่ได้หรือมีการใช้สารเคมีฆ่าหญ้าและสารเคมีฆ่าแมลง  ธรรมชาติไม่สมดุลย์เกิดการระบาดของโรคและแมลง จึงต้องมีการใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการทำนาที่มากขึ้น ประกอบกับความเจริญทางวัตถุทำให้วิถีชีวิตของชาวนาเปลี่ยนแปลงไป   ในน้ำไม่มีปลาในนาไม่มีข้าว ต้นทุนสูงเนื่องจากปัจจัยการผลิตมีราคาแพง ชาวนาประสบกับภาวะขาดทุนต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน บางปีที่เกิดภัยธรรมชาติประสบภาวะขาดทุน ชาวนาบางรายรับไม่ได้ฆ่าตัวตายไปแล้วก็มี
                   ดังนั้นการทำการเกษตรในปัจจุบัน  ถ้าทุกคนใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงระบบนิเวศน์โดยการทำการเกษตรสมัยใหม่ร่วมกับการทำเกษตรแบบดั้งเดิม  จะเป็นการคืนธรรมชาติให้กับแผ่นดินเมื่อนั้น ในน้ำย่อมมีปลาและในนาย่อมมีข้าวแน่นอน
ขอขอบคุณข้อมูลโดย คุณ ตุ้ม
สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองคายhttp://gotoknow.org/blog/pitsawat/188901